เภสัชกร สุกี้

หลังจากอยู่ในวงการร้านจำหน่ายยา อาหารเสริม อุปกรณ์การแพทย์ และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ มากว่า 10 ปี พบว่า ยังมีผู้คนมากมายที่ยังขาดความรู้และมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกาย ทั้งจากภายในและภายนอก เหล่านี้ทำให้เกิดความสูญเสียต่างๆ เริ่มต้นจากการเสียเงินเสียทองไปโดยไม่จำเป็น ไปจนถึงการเสียสุขภาพถึงขั้นมีผลต่อชีวิต ด้วยประสบการณ์เหล่านี้ จึงอยากใช้พื้นที่ตรงนี้ในการแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ด้านสุขภาพและความงาม ด้วยความปรารถนาดีจาก เภสัชกรสุกี้ www.ProAndBest.com

วันพฤหัสบดีที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านเท่านั้น ไม่ใช่ลูกจ้างอย่างเธอ !!


ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านเท่านั้น ไม่ใช่ลูกจ้างอย่างเธอ !!
*****************************
เขียนโดย ภก.สุกี้ (
Sanook User Name: Sukiro)

www.ProAndBest.com
http://webboard.women.sanook.com/forum/?topic=3124838

*****************************


วันหนึ่งหลังจากมีของมาส่งที่ร้านของฉัน ก็ถึงคราวต้องจัดการกับสินค้าที่มาใหม่ทั้งหลาย ไหนจะต้องพิมพ์ข้อมูลสินค้าเข้าในคอม จัดการเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย ติดป้ายราคา จัดเรียงสินค้าขึ้นชั้นวาง และอีกสารพัด เล่นเอาผมเผ้าฟูฟ่อง และเสื้อผ้ายุ่งเหยิงไปเหมือนกัน

ขณะกำลังง่วนกับการจัดวางสินค้าขึ้นชั้นวาง ก็สังเกตเห็นว่า ลูกค้าท่าทางแบบไฮโซท่านหนึ่ง (ที่ว่าไฮโซ เพราะดูจากการแต่งหน้าจัดจ้าน อายุราว 40-50 ผมเป็นกระบังลมขนาดเกือบ 10 ซม.!! พร้อมเฟอร์นิเจอร์ประดับร่างกายเป็นของแบรนด์เนมแพงหูฉี่ทุกชิ้น ) กำลังทำหน้าสงสัยกับสินค้าตัวหนึ่งอยู่ได้สักระยะ จึงเดินเข้าไปเสนอความช่วยเหลือพร้อมพูดว่า มีอะไรให้ช่วยไหมคะลูกค้าหันหน้าแบบเรียบเฉยมามองฉัน พร้อมกับสำรวจร่างกายฉันตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วก็พูดว่า ประทานโทษนะ ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านเท่านั้น ไม่ใช่ลูกจ้างอย่างเธอ !!! เพราะเธอคงลดราคาให้ฉันได้ไม่มากเหมือนเจ้าของร้าน !!!แล้วเค้าก็ตะโกนข้ามหัวไปที่แคชเชียร์ของร้าน (ซึ่งเป็นลูกจ้างของฉัน!!) และพูดว่า ขวดนี้ลดได้เท่าไรเนี่ย
แคชเชียร์ซึ่งได้ยินคำพูดบาดใจของไฮโซดังกล่าว ก็ยังอยู่ในอาการอึ้งๆ และไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี ฉันก็เลยหันกลับไปหาน้องแคชเชียร์และพูดไปว่า ลดได้เท่าไรคะเจ๊” (แอบเนียนตามลูกค้าไฮโซไปด้วย) แคชเชียร์เมื่อได้สติแล้ว ก็ตอบลูกค้าไป ส่วนตัวฉันก็หันไปยิ้มหวานๆ ให้ลูกค้าพร้อมเดินถอยฉากออกมา สักพัก ลูกค้าก็เลือกสินค้าเสร็จและเดินมาจ่ายตังค์ที่แคชเชียร์ ระหว่างการจ่ายเงิน ก็ยังบ่นออกมาอีกว่าดีใจจังที่มาซื้อของแล้วเจอเจ้าของร้าน เนี่ยไปซื้อของกี่ร้านต่อกี่ร้าน เจอลูกจ้างขายทีไร ไม่ค่อยได้เรื่องเลย จะต่อราคาก็ลดได้ไม่มาก ขายของแบบนี้ลูกค้าหนีหมด ใช่มะขณะนั้น ฉันเองก็แอบฟังอยู่หลังร้านพร้อมกับอมยิ้ม

เมื่อนึกทบทวนเหตุการณ์ข้างต้น ก็อดยิ้มไม่ได้ทุกที แค่ เสื้อผ้าหน้าผมก็ทำให้เราถูกตัดสิน และถูกจัดชนชั้นไปต่างๆ นานา เมื่อคนเราตัดสินดังกล่าวแล้ว ก็เลือกที่จะยกตนไปสู่ระดับที่มองว่า สูงกว่า” “ดีกว่าและเหมาะสมกับฉันมากกว่า
นี่ยังโชคดีว่า การตัดสินคนแค่เปลือกนอกเช่นครั้งนี้ มิได้นำไปสู่การชี้วัดว่า เขาเป็นคนดีหรือ คนชั่ว”, เป็น พวกกูหรือ พวงคุณเพราะ ระดับของคน ไม่ได้วัดกันจากเฟอร์นิเจอร์หรือเสื้อผ้าหน้าผมที่เค้ามี แต่เป็นผลิตผลจาก ความดีหรือ บุญบารมีที่แต่ละคนต้องปฏิบัติและสั่งสมกันมา

น้ำหอมจะขวดไหน ยี่ห้อไหน ถ้าจะใช้ ก็ต้องฉีด และหอมได้ในวงจำกัด และระยะเวลาหนึ่ง
แต่ ความดีแค่มีและถือไว้ ก็ทำให้เราหอมได้ไกลไปทั่วโลก และหอมได้นานชั่วลูกชั่วหลาน

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เมื่อกระเป๋าใบละแสน มีค่าแค่ที่กันประตู

เมื่อกระเป๋าใบละแสน มีค่าแค่ที่กันประตู

http://webboard.women.sanook.com/forum/?topic=3124838

วันหนึ่ง...ขณะกำลังยุ่งๆ กับการย้ายของในห้องนอนหลังจากปล่อยให้รกรุงรังมานานหลายเดือน ก็เหลือบไปเห็นว่า พี่เลี้ยงที่บ้านวางสิ่งของชิ้นหนึ่งไว้เพื่อกันไม่ให้ประตูห้องนอนปิดกระแทกเพราะลมพัด (พอดีเปิดหน้าต่างไว้ทั้งในและนอกห้องนอน พอมีลมพัดแรงๆ ประตูห้องนอนก็จะถูกพัดปิดเอง ส่งเสียงดังให้ตกใจบ่อยครั้ง) จังหวะนั้นประตูก็ถูกลมพัดปิดเข้ามากระแทกกับสิ่งของที่วางไว้ จึงไม่เกิดเสียงประตูปิดดังๆ ให้ตกใจ แต่พอตั้งใจมองว่า สิ่งของที่พี่เลี้ยงวางไว้กันประตูนี้คืออะไร ทันใดนั้น... "กรี๊ด..ด..ด..ด.." ฉันส่งเสียงดังลั่นบ้านด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่า มันคือกระเป๋าสุดหรูที่เพื่อนซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดและเป็นสินน้ำใจที่ช่วยเหลือเค้าหลายเรื่อง (ซึ่งตัวเองก็ไม่เคยคิดจะซื้อ และก็ไม่มีปัญญาซื้อเช่นกัน ) เค้าบอกว่ามันใบละ 2 แสนกว่าบาท!!!! (คอนเฟริมค่ะ เพราะไปเช็คราคามาหลายที่ก็ประมาณนี้หมด) แต่ว่าฉันก็ไม่กล้าเอาไปใช้สักที ได้แต่เก็บไว้เฉยๆ ในห้องนอนเพราะกลัวมันจะถลอกเสียหาย กลัวจะถูกขโมย กลัวสารพัด... เมื่อเห็นเช่นนั้น ก็เลยรีบไปเก็บกระเป๋าขึ้นมา แล้วหาของอย่างอื่นมาวางแทน...

หลังจากเก็บของเสร็จ ก็ลงมาพักดื่มน้ำและหาอะไรทานที่ห้องครัว นั่งพักนิ่งๆ สักระยะพร้อมนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างต้น พบว่า สิ่งของในโลกนี้ คุณค่าของมันไม่ได้อยู่ที่ราคาที่ปรากฏที่ตัวสินค้า แต่อยู่ที่ "มุมมอง" ของแต่ละคน

เราว่ากระเป๋าใบนี้ใบละเป็นแสน แต่สำหรับพี่เลี้ยงเรา เค้ามองมันก็ไม่ต่างจากสิ่งของ "ไร้ค่า" ที่อาจมีประโยชน์แค่เป็นของกันประตู เพราะมันไม่ได้มีประโยชน์อื่นใดกับเค้าเลย บางคนอาจมีกระเป๋าหลายสิบใบ (รวมทั้งฉันด้วย) แต่เวลาใช้ ก็ใช้ได้ทีละใบ และใบที่ใช้บ่อยๆ ก็มีอยู่ไม่กี่ใบ แล้วใบที่เหลือล่ะ?? ด้วยความที่กลัวว่ามันจะเก่าจะพัง ต้องหากล่องใส่ หาตู้เก็บ ต้องคอยเช็ดฝุ่น เช็ดน้ำยา จิปาถะอีกเพียบ...บางคนอาจหลงใหลจนเผลอตัวไปช็อปเสื้อผ้า รองเท้า อีกหลายตัวหลายคู่ จนล้นดู้ หรืออาจต้องซื้อตู้มาเก็บเพิ่ม ...

ลองนึกถึงตอนวันที่เราซื้อหรือได้ของเหล่านี้มา โอ้โห...มีความสุขและดีใจเหลือล้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ต้องหาที่เก็บ ดูแลรักษา หรือแม้จะไม่ได้ใส่ใจดูแลมัน ก็ยังทำให้บ้านรกรุงรังหากเก็บไว้ระเกะระกะ .. ภาระดีๆ นี้เอง

ตกลงคุณค่าของกระเป๋า อยู่ที่ราคาใบละเป็นแสน หรืออยู่ที่ เราได้ใช้ประโยชน์โภชผลจากมันแค่ไหน???
>>>>>>>>>>>>>>>>>>
ภก.สุกี้

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สาวหน้าใสเชิดใส่ความมัน


สาวหน้าใสเชิดใส่ความมัน

ความร้อนนอกจากจะทำให้เหงื่อไหลไคลย้อย น่ารำคาญ ยังส่งผลให้ผิวมีความมันวาวเพิ่มขึ้น และอาจทำให้เกิดสิวเห่อได้ง่ายอีกด้วย โดยเฉพาะสำหรับสาวที่ผิวมันอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ปัญหาความมันและสิวก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นอีก ในยามอากาศร้อน ๆ แบบนี้ มาเชิดใส่ความมันและคงผิวหน้าให้กระจ่างใสด้วยเคล็ดลับดี ๆ ที่เรารวบรวมมาให้กันดีกว่า

ผิวหน้า...ต้องสะอาดเสมอ

ผิวมันมักมีความมันวาวอยู่แล้วเนื่องจากซีบัมที่ถูกผลิตออกมามากเกินไป และในหน้าร้อนทั้งความร้อนและความขึ้นก็ยิ่งทำให้ผิวผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมามากยิ่งขึ้นไปอีก แถมความมันและเหงื่อไคลยังดึงดูดเอาความสกปรกและฝุ่นเข้ามาสะสมบนผิวได้ง่าย ทำให้ผิวมีแนวโน้มที่จะเป็นสิวได้ง่ายขึ้น

กฎข้อแรกของผิวมันจึงได้แก่การรักษาความสะอาด การขจัดความมันวาวและความสกปรกทั้งหลายที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของสิว ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเหนื่อยล้าจากปาร์ตี้หรือนั่งทำงานอยู่จนดึกจนตื่นขนาดไหน ก็อย่าลืมล้างเครื่องสำอางออกให้หมดก่อนทิ้งตัวลงบนที่นอน ถึงแม้คุณจะเป็นคนที่ชอบแต่งหน้าอ่อน ๆ น้ำมันและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็อาจสะสมอยู่บนผิวหน้าจนอาจเข้าไปอุดตันรูขุมขนได้ กุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันสิวให้คุณได้คือ ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวอย่างแคลนเซอร์และโทนเนอร์ที่ใช้สำหรับการป้องกันสิวโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ก็ควรทำความสะอาดผิวหน้าอย่างล้ำลึกในตอนกลางคืน และใช้มาส์กทำความสะอาดผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ก็จะช่วยให้ผิวหน้าคงความสะอาดสดใสไว้ได้ ถ้าในกรณีที่คุณมีสิวขึ้นอยู่แล้วก็แต้มสิวพวกนั้นด้วยยารักษาสิว ที่มีส่วนผสมของเบนซอยล์ เปอร์ออกไซด์ นอกจากนี้ก็ความเปลี่ยนมาใช้มอยสเจอไรเซอร์แบบเบาบาง เพื่อเป็นการช่วยลดความมันบนผิวหน้าอีกทางหนึ่ง

ทำความสะอาดรูขุมขน

หาเวลาว่างซักสัปดาห์ละครั้งทำการอบไอน้ำด้วยสมุนไพร เพื่อเป็นการทำความสะอาดรูขุมขนให้สะอาดหมดจด วิธีการก็ไม่ยุ่งยาก แค่ใส่ไธม์แห้ง 2 ช้อนโต๊ะ (หาซื้อได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่) และลาเวนเดอร์ 2 ช้อนโต๊ะ (หรือจะใช้น้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์แทนก็ได้) ลงในน้ำร้อนหนึ่งชามอ่าง จากนั้นใช้ผ้าขนหนูคลุมศีรษะเอาไว้เหนือชามอ่าง ปล่อยให้ไอน้ำร้อนรมผิวหน้าเป็นเวลา 10 นาที แล้วล้างหน้าตามปกติ ก่อนตบท้ายด้วยน้ำเย็น เพื่อเป็นการปิดรูขุมขน

ทรีตเมนต์ลดความมันวาว

การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่มีขายตามเคาน์เตอร์ บางครั้งก็อาจมีส่วนผสมของสารเคมีที่รุนแรงต่อผิว และอาจทำให้ผิวมันขาดความสมดุล กลายเป็นต้นเหตุของปัญหาอื่นๆ ตามมา ทางออกอย่างหนึ่งคือการใช้ทรีตเมนต์จากส่วนผสมธรรมชาติที่หาได้ง่าย ในครัวเรือนสำหรับช่วยดูแลผิวมัน และนี่คือวิธีง่าย ๆ

- ผสมไข่ขาว 1 ฟอง น้ำมะนาว 1 ช้อนชา สะระแหน่ และแตงกวาครึ่งลูก ทาส่วนผสมลงบนใบหน้าทิ้งไว้ 15 นาทีก่อนล้างออก

- บดมะเขือเทศแล้วทาลงให้ทั่วผิวหน้า มะเขือเทศจะช่วยดูดซับความมันวาวส่วนเกิน โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง

- ผสมมะเขือเทศ น้ำมะนาว และข้าวโอ๊ตให้เป็นส่วนผสมข้น ๆ ทาลงบนใบหน้าแล้วขัดวนเบา ๆ ก่อนล้างออกด้วยน้ำอุ่น

- น้ำมันหอมระเหยในตระกูลชิดรัส อย่างเช่น มะนาว เกรปฟรุต หรือส้ม สามารถช่วยแก้ปัญหาผิวมันได้โดยไม่รุนแรง ลงหาโลชั่นที่มีส่วนผสมของพฤกษาสกัดตามธรรมชาติ แล้วเติมน้ำมันชิตรัสสองสามหยดต่อโลชั่นหนึ่งออนซ์ ใช้ในตอนกลางคืนเพื่อช่วยลดความมันวาวของผิว

- ผสมข้าวโอ๊ตบดกับน้ำมะนาวและน้ำมันมะกอกเพียงเล็กน้อยเพื่อให้เป็นส่วนผสมข้นๆ ใช้ขัดใบหน้าแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ช่วยกำจัดน้ำมันส่วนเกินออกจากรูขุมขน และช่วยลดสิวเสี้ยน

- ผสมน้ำมะนาวกับน้ำอุ่นนิดๆ และน้ำส้มสายชูเล็กน้อย แล้วใช้ก้อนสำลีชุบส่วนผสมเช็ดใบหน้า ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออกก่อนแต่งหน้าหรือทาครีมบำรุงอื่น ๆ มันจะช่วยลดความมันวาวและอาจช่วยลดเหงื่อที่ออกบนใบหน้าที่ทำให้เมกอัพเลอะเลือนจางได้ง่าย

เมกอัพสำหรับสาวผิวมัน

การใช้เมกอัพที่มีส่วนผสมของน้ำมันมีแต่จะทำให้ปัญหาเพิ่มขึ้น สาวผิวมันจึงควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์แบบปราศจากน้ำมันหรือแต่งหน้าให้น้อยที่สุดในช่วงนี้จะดีที่สุด นอกจากนี้ ในยามที่อากาศร้อน ๆ อย่างนี้ เชื้อโรคต่าง ๆ จะแพร่กระจายได้ง่าย ฉะนั้น ถ้าคุณใช้แปรงปัดมาสคาร่า พู่กันทาอายแชโดว์ และฟองน้ำหรือพัฟฟ์ร่วมกับคนอื่น คุณก็อาจเสี่ยงที่จะมีปัญหาผิวที่ร้ายแรงตามมาได้ เพราะเชื้อโรคต่าง ๆ มักจะแฝงตัวอยู่บนผิวหน้าของเครื่องสำอางที่ใช้แล้ว ถ้ามีน้ำมูกและน้ำลายเข้าไปผสมก็จะทำให้เชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรียมีการแพร่กระจายมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคนที่คุณใช้อุปกรณ์แต่งหน้าร่วมกันนั้นเป็นเริมหรือโรคตาแดงอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจส่งผ่านเชื้อโรคนั้นมาถึงคุณได้ ฉะนั้น ก็ใช้อุปกรณ์แต่งหน้าเฉพาะของคุณคนเดียว และควรทำความสะอาดทุกสัปดาห์ด้วยสบู่อ่อน ๆ กับน้ำเพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่

เติมความเย็นให้เครื่องสำอาง

ความร้อนไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายของคุณผลิตเหงื่อออกมาอย่างพรั่งพรูเท่านั้น แต่ยังทำให้ทั้งหลายแหล่ในกระเป๋าของคุณเกิดการแตกตัวด้วย เพราะส่วนผสมบางชนิดจะเกิดการแยกตัวออกจากกันเมื่อโดนความร้อนเป็นเวลานานๆ ไม่ว่าจะเป็นครีมกันแดด ครีมรองพื้น คอนซีลเลอร์ หรือแม้แต่ลิปกลอส แล้วคุณลองหลับตานึกภาพ ดูซิว่า หน้าตาคุณจะเป็นยังไงถ้าหยิบเครื่องสำอางพวกนั้นขึ้นมาใช้ ฉะนั้น ถ้าคุณต้องนั่งรถฝ่าเปลวแดดไปไหน ก็จับเครื่องสำอางใส่ลงในกระติกน้ำแข็งไปกับคุณด้วย หรือวางกระเป๋าเครื่องสำอางของคุณให้พ้นจากแสงแดด และในยามที่อยู่ที่บ้านก็โยนเครื่องสำอางเข้าไปในตู้เย็นซะ

ซึ่งวิธีนี้ นอกจากจะช่วยให้เครื่องสำอางคงสภาพที่ดีแล้ว ยังช่วยเติมความสดชื่นได้ทันที ที่คุณนำมาใช้ แต่ไม่ต้องจับครีมกันแดดใส่เข้าไปด้วยล่ะ เพราะครีมกันแดดจะคงสภาพได้ดีกว่าถ้าอยู่ในอุณหภูมิห้องปกติ

กินดี...สู้ผิวมัน

อาหารการกินก็มีส่วนต่อผิวของคุณ และเป็นการดูแลสุขภาพผิวตั้งแต่แรกเริ่ม โดยสำหรับสาวผิวมันแล้ว สารอาหารสำคัญก็คือวิตามินบี 2 เพราะแม้แต่การขาดวิตามินบี 2 เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้ผิวมันหนักขึ้นไปอีก ฉะนั้น ควรกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 2 ให้เพียงพอ เช่น ธัญพืชแบบไม่ขัดสีทั้งหลาย ถั่วต่าง ๆ หรือรอยัลเจลลี่

นอกจากนี้ ควรลดอาหารมัน ๆ หลีกเลี่ยงน้ำตาลและอาหารขยะทั้งหลาย อย่าดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ และดื่มน้ำให้พอเพียง เพื่อให้ผิวมันมีความชุ่มชื่นและช่วยในการขับของเสียออกจากร่างกาย


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ
Lisa

มะม่วงสุก-เสาวรส เพื่อผิวกระจ่างใส



มะม่วงสุก-เสาวรส เพื่อผิวกระจ่างใส

สูตรเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ รสชาติเย็นช่วยคลายร้อน ทั้งยังมีสรรพคุณล้างพิษ ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ก็เพราะได้สารอาหารจาก มะม่วง ผลไม้แห่งฤดูกาลนี้

อากาศร้อนอบอ้าวอย่างนี้ กินดี เตรียมสูตรเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ รสชาติเย็นช่วยคลายร้อน ทั้งยังมีสรรพคุณล้างพิษ ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างใส แลดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ ก็เพราะได้สารอาหารจาก มะม่วง ผลไม้แห่งฤดูกาลนี้ ยิ่งเลือกรับประทานผลที่สุก อร่อยยิ่งอย่าบอกใคร ในมะม่วงอุดมไปด้วยวิตามินบี 3 แมกนีเซียม โพแทสเซียม ทองแดง และเบตาแคโรทีน ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสมร่วมเติมสุขภาพให้ผิวยังมี เสาวรส อัดแน่นด้วยวิตามินซี และสารอาหารที่ใกล้เคียงกับมะม่วง อย่าง เบตาแคโรทีน แคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และวิตามินบี 3

อีกอย่าง คือ แอปเปิ้ล ช่วยล้างพิษ และลดความตึงเครียด เพราะมีโพแทสเซียม กำมะถัน เหล็ก แมกนีเซียม วิตามินบี1 บี2 และบี6 โดยในสูตรนี้เลือกใช้แอปเปิ้ลแดง

สำหรับส่วนผสมที่ต้องเตรียม ประกอบด้วย...

- แพชันฟรุต (เสาวรส) 1 ถ้วย
- มะม่วงสุก 1 ถ้วย
- แอปเปิ้ลแดง 2 ถ้วย
- น้ำแข็งป่น 1 ถ้วย

ขั้นตอนการผสม เริ่มจากคว้านเอาแต่เนื้อและเมล็ดของแพชันฟรุตออกมาแล้วสับพอหยาบ ปอกเปลือกมะม่วงหั่นเป็นชิ้นขนาดพอประมาณ ต่อด้วยการหั่นแอปเปิ้ลพร้อมเปลือกเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าโดยไม่ต้องคว้านเอาแกนออก นำผลไม้ทั้ง 3 ชนิดไปสกัดด้วยเครื่องสกัดน้ำผักและผลไม้ เทใส่แก้วเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่น ดื่มได้ทันที

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก Teenpath

เคล็ดลับการดูแลริมฝีปาก

เคล็ดลับการดูแลริมฝีปาก


ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญกับผิวหน้ามากที่สุด และยินดีที่จะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อให้มีใบหน้าที่ขาว สดใส เปล่งปลั่ง และดูสุขภาพดี แต่จะมีสักกี่คนกันที่จะใส่ใจกับริมฝีปากตัวเอง ด้วยการดูแลและบำรุงมันพอ ๆ กับผิว ทั้ง ๆ ที่ริมฝีปากเป็นจุดสนใจของทุกสายตาทุกครั้งที่คุณยิ้ม พูด และหัวเราะเลยนะคะนั่น ดังนั้นจะดีแค่ไหนถ้าหากเราดูแลและบำรุงมันให้ดูนุ่มและสุขภาพดีอยู่สม่ำเสมอ

วันนก็เลยมีวิธีดูแลริมฝีปากที่ทำได้ง่ายแสนง่ายมาฝากกัน เพียงเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กน้อย และเพิ่มการดูแลในแต่ละวันไปอีกหน่อย ไปดูกันเลยค่ะว่ามีอะไรบ้าง

1. นวดริมฝีปากเบา ๆ วันละ 3 ครั้ง ซึ่งทำได้ง่ายมากระหว่างที่คุณอาบน้ำ โดยนวดริมฝีปากด้วยแปรงสีฟันขนอ่อนนุ่ม เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปด้วยค่ะ อ๊ะ ๆ เน้นว่าเบา ๆ นะ เดี๋ยวปากจำช้ำเอาฟรี ๆ ค่ะ

2. หลีกเลี่ยงการเลียริมฝีปาก หากคุณปากแห้งบ่อย ให้พกลิปบาล์มหรือลิปกลอสไว้ทาเวลาปากแห้งดีกว่าค่ะ

3. ทาริมฝีปากก่อนนอนทุกคืน ลิปบาล์มไม่จำเป็นต้องใช้ในช่วงหน้าหนาวเท่านั้นนะคะ แต่ใช้ได้ในทุกฤดูเลยล่ะ เพราะมันจะทำให้ริมฝีปากของคุณนุ่มขึ้น ซึ่งการเลือกลิปบาล์มนั้น แนะนำให้ใช้ลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของวิตามัน E ด้วยนะคะ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีกว่าค่ะ

4. ในบางวัน อาจใช้น้ำมันมะกอก นวดริมฝีปากสัก 3 นาทีก่อนนอน น้ำมันมะกอกจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและอ่อนนุ่มของริมฝีปากได้เช่นกัน

5. นวดริมฝีปากด้วยน้ำอุ่น จะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวและเป็นการล้างคราบเครื่องสำอาง อาหาร เครื่องดื่ม ที่ตกค้างอยู่บริเวณริมฝีปากของคุณให้หมดไปได้ค่ะ

6. เลือกใช้ลิปสติกที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ในทุก ๆ วัน ซึ่งคุณจะได้ทั้งสีปากที่สวยและเป็นการบำรุงริมฝีปากไปพร้อม ๆ กันค่ะ

7. ปกป้องริมฝีปากจากการทำร้ายโดยแสงแดด ด้วยการใช้ลิปสติกที่มีส่วนผสมของ SPF เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาริมฝีปากคล้ำหรือแห้งได้

8. ทาลิปบาล์มให้ได้ 2-3 ครั้งระหว่างวัน เพราะริมฝีปากเป็นบริเวณเดียวในร่างกายที่ไม่สามารถผลิตความมันได้เหมือนผิวส่วนอื่น ๆ ค่ะ


ตัวการทำร้ายผิว


ตัวการทำร้ายผิว

1. แป้งขัดขาวและน้ำตาล

แป้งขัดขาวและน้ำตาลเป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว (Simple carbohydrate) ที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน สลายตัวง่าย ย่อยสลายเป็นกลูโคส และดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็ว มีมากในผลไม้รสหวาน น้ำผึ้ง อ้อย น้ำตาลทราย นม โดยคาร์โบไฮเดรตกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic หรือ GI) สูง นั่นหมายความว่า หากรับประทานอาหารที่มี GI สูง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวดเร็วไปด้วย

อาหารกลุ่มนี้จะทำปฏิกิริยา Glycation ส่งผลให้โมเลกุลของน้ำตาลเข้าไปเกาะกับโปรตีนในร่างกาย เช่น ทำให้คอลลาเจนในผิวผิดรูปร่าง ทำให้เม็ดสีเพิ่มขึ้นกลายเป็นจุดด่างดำ จนถึงกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลิน ก่อให้เซลล์ผิวอักเสบและเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ผิวจึงไม่สดใสเปล่งปลั่ง
กินอย่างไรผิวไม่เสีย

คาร์โบไฮเดรตเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของร่างกาย การงดรับประทานแป้งและน้ำตาลอย่างถาวรอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้ คุณจึงควรเปลี่ยนมารับประทานแป้งกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex carbohydrate) เช่น แป้งจากธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท แทน เพราะมีค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ มีเส้นใยอาหารปะปน ทำให้ระดับน้ำตาลน้อยกว่า

นอกจากนี้ควรเลี่ยงการบริโภคน้ำตาลหรือน้ำเชื่อม โดยหันมากินน้ำตาลเทียมประเภทชูการ์แอลกอฮอล์ ซึ่งทำจากสาหร่ายสีน้ำตาล ที่เดิมถูกนำมาใช้กับผู้ป่วยโรคเบาหวานเพราะไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และไม่เป็นอันตรายกับร่างกายจึงนิยมใช้ในการทำอาหารมากขึ้น

2. ไขมันทรานส์

ไขมันทรานส์เกิดจากกระบวนการการแปรสภาพไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง จึงมีลักษณะเป็นกึ่งของแข็ง เช่น มาร์การีนหรือเนยเทียม เนยขาว ครีมเทียม โดยมีชื่อบนฉลากอาหารว่า กรดไขมันชนิดทรานส์ หรือ Hydrogenated Oil หรือ Partially Hydrogenated Oil นิยมนำมาใช้ประกอบอาหารเพื่อให้อาหารคงความกรอบและเก็บได้นานขึ้น โดยไม่มีกลิ่นหืน ตัวอย่างของอาหารที่มีไขมันทราส์สูงได้แก่

อาหารประเภทฟาสฟู้ด ไก่ทอด มันฝรั่งทอด เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยวสำเร็จรูป ครีมเทียม เป็นต้น เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้ จะเกิดสารอนุมูลอิสระในร่างกายขณะเผาผลาญมีผลให้เซลล์เสื่อมโทรม นอกจากไขมันทรานซ์จะเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) แล้ว ยังเข้าไปลดไขมันชนิดดี (HDL) จึงเป็นสาเหตุของการเกิดเซลลูไลต์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อีกด้วย

กินอย่างไรผิวไม่เสีย

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน โดยหันมาบริโภคอาหารที่ไม่ใช้ไขมันทรานส์ หลีกเลี่ยงอาหารทอดนอกบ้าน หันมากินผลิตภัณฑ์ไขมันต่ำ เบเกอรี่ที่ทำจากเนยสดแทนมาการีน และรับประทานไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว

(Monounsaturated) ที่พบมากในน้ำมันมะกอก น้ำมันคาโนลา และน้ำมันรำข้าว เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระและคอเลสเตอรอลต่ำ

3. คาเฟอีน

คาเฟอีนพบในเครื่องดื่มประเภท ชา กาแฟ ช็อกโกแลต มีผลให้สมองส่วนที่ควบคุมระดับน้ำของร่างกายขับน้ำมากกว่าปกติ ทำให้น้ำในเซลล์ผิวหนังมีปริมาณลดลง ผิวจึงแห้ง และไม่เปลั่งปลั่ง

กินอย่างไรผิวไม่เสีย

หากคุณชอบดื่มชา กาแฟ ร้อนๆในช่วงเช้า อาจเปลี่ยนมาดื่มโกโก้ที่มีปริมาณคาเฟอีนน้อยหรือชาเขียวร้อนซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระมาก ถ้าเป็นคนติดกาแฟก็ควรจำกัดปริมาณไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน เพื่อไม่ให้มีปริมาณคาเฟอีนสูงเกินไป แล้วอย่าลืมดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำของร่างกายจะ ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวขาดความชุ่มชื้นได้คะ

4. เครื่องดื่มแอลกฮออล์

แอลกอฮอล์เป็นอริตัวฉกาจของผิวพรรณ เพราะทำให้ระดับสารอนุมูลอิสะในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งสารอนุมูลอิสระที่มากเกินไป จะเข้าไปทำลายคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวเกิดริ้วรอยและขาดความยืดหยุ่น ชุ่มชื่น แลดูหมองคล้ำ นอกจากนี้แอลกอฮลล์ยังเป็นตัวขัดขวางการดูดซึมวิตามินบีของร่างกาย ทำให้เซลล์ผิวอ่อนแอ กระตุ้นการอักเสบของโรคสะเก็ดเงิน และยังไปทำลายกรดโฟลิกซึ่งมีผลให้ผมหงอกเร็วอีกด้วย

กินอย่างไรผิวไม่เสีย

"การไม่ดื่ม" คือทางออกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผิว แต่ถ้าจำเป็น ก็ไม่ควรดื่มเกิน 1 ดริ๊งค์ และควรกินวิตามินบีรวมและกรดโฟลิกชนิดเม็ดเสริม

ดังที่กล่าวมาแล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและผิว คุณอาจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินทีละน้อย โดยลดปริมาณอาหารที่ไม่จำเป็นและเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เข้าไปทดแทน เพื่อปรับสภาพร่างกาย เช่น ลดปริมาณน้ำตาล ความหวานที่รับประทานลงเพื่อไม่ให้ร่างกายติดรสหวาน เลือกกินอาหารจานด่วนที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแทนฟาสฟู้ด เลือกกินข้าวกล้องแทนข้าวขาว หรือเส้นก๋วยเตี๋ยวจากแป้งไม่ขัดขาว ขนมปังโฮลวีต ธัญพืช เป็นต้น

เพียงแค่รู้ทันและรู้จักพลิกแพลง ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่า เมนูโปรดจะกลายเป็นตัวบั่นทอนสุขภาพผิวของคุณอีกต่อไป

สูตรผักบำรุงผิว


สูตรผักบำรุงผิว

สูตรผักบำรุงผิว Beauty In Season (Health and Cuisine)

ผักมีประโยชน์ต่อร่างกายและนำมาทำเป็นสูตรบำรุงผิวได้ดีไม่แพ้ผลไม้ ยิ่งในฤดูฝนมีผลผลิตมาก นอกจากจะสวยได้ง่าย ๆ และยังสบายกระเป๋าด้วย

ผักกาดหอม ปั่นผักกาดหอมหั่น 1 ถ้วย นมสด 1/3 ถ้วย วุ้นว่านหางจระเข้ 3 ช้อนโต๊ะไข่แดง 1 ฟอง และน้ำมันมะกอก 1 ชอนชา ให้ละเอียดเป็นเนื้อครีม แล้วทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20-25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น สัปดาห์ละครั้ง ผิวหน้าจะชุ่มชื้นเนียนขาวใส เหมาะกับผู้ที่มีผิวแห้งและผิวแพ้ง่าย

บัวบก ปั่นใบบัวบก 1 ถ้วย โยเกิร์ต ½ ถ้วย และน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ จนละเอียดเป็นเนื้อครีมข้น แล้วทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20-25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น จะทำให้ผิวหน้าเนียน ขาวใส รูขุมขนกระชับ

ผักชีฝรั่ง ใช้รากและใบผักชีฝรั่งสด 2 ถ้วยปั่นกับน้ำต้ม 1 ถ้วย กรองเอาแต่น้ำมาปั่นอีกครั้งกับวุ้นว่านหางจระเข้ ½ ถ้วย ใช้สำลีชุบส่วนผสมทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที ทาทับอีกครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ผิวหน้าจะเนียนนุ่ม เต่งตึง ขาวใส